วันอาทิตย์, 6 ธันวาคม 2563

คปภ. บูรณาการร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบเพื่อตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับ เพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้บูรณาการร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก โดยมี นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมลงนาม และคณะผู้บริหาร กรมการขนส่งทางบก คณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. ผู้บริหารกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบเพื่อตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับ โดยพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกันเพื่อใช้ในการตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้มีความถูกต้องและคุ้มครองสิทธิให้แก่ประชาชน

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบเพื่อตรวจสอบการจัดทำประกันภัยรถภาคบังคับในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกัน ระหว่างกรมการขนส่งทางบกกับสำนักงาน คปภ. เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการชำระภาษีรถมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายของทั้งสองหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และปกป้องความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล รวมถึงจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจระหว่างสองหน่วยงาน โดยสำนักงาน คปภ. จะส่งเสริมการให้ความรู้ด้านประกันภัยแก่บุคลากรของกรมการขนส่งทางบกและประชาชนทั่วไป ตลอดจนจะประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างความตระหนักรู้และแรงจูงใจในการจัดทำประกันภัยรถให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง เป็นต้น เพื่อเป็นการต่อยอดและพัฒนาความก้าวหน้าในการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายด้านนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า สำหรับความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานเป็นการดำเนินงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสิทธิและดูแลประชาชน โดยรถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ต้องทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเป็นหลักประกันกรณีเกิดความเสียหายต่อชีวิตร่างกายและอนามัยอันเนื่องมาจากการใช้รถ และเป็นการลดภาระในการใช้เอกสารหลักฐานประกอบการรับชำระภาษีประจำปี ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ รวมทั้งลดภาระในการจัดเก็บเอกสารของหน่วยงานรัฐ

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการขนส่งทางถนน และยกระดับการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยใช้นวัตกรรมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางถนนทั้งระบบให้มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย เน้นความเป็นมาตราฐานเดียวกันทั่วประเทศ พัฒนาระบบการกำกับดูแลและพัฒนาการให้บริการประชาชนโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างแท้จริงและนำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ที่ผ่านมาสำนักงาน คปภ. ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ผ่านระบบสินไหมอัตโนมัติ (E-Claim System) ซึ่งเป็นระบบการจัดการค่าสินไหมทดแทนของการประกันภัย พ.ร.บ. ที่โรงพยาบาลและ/หรือสถานพยาบาลส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กว่า 90% ของการจัดการค่าสินไหมฯ ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุจากรถ ดำเนินการที่โรงพยาบาลและ/หรือสถานพยาบาล จึงอยากประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าสถานพยาบาลทุกแห่งใช้ระบบ E-Claim อย่างครบถ้วน ผู้ประสบภัยจากรถจะไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว จะเป็นผลให้ระดับของการรักษาอยู่ในขั้นที่เพียงพอ โดยไม่ต้องรอหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่อผู้ประสบภัยให้เจอก่อน จึงจะทำการรักษาต่อไปได้ “การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องการชำระภาษีรถประจำปี ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยระบบดังกล่าวจะดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. จากระบบของสำนักงาน คปภ. โดยอัตโนมัติ และเมื่อระบบตรวจสอบพบว่ารถมีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. แล้ว ประชาชนจะสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ทันที ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้ใช้บริการ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย