ตัวแทนกลุ่มเครือข่าย จะนะ อาสาเพื่อพัฒนาถิ่น บุกศาลากลาง ทวงถามนายกรัฐมนตรี ย้ำจุดยืน หนุน เกิดนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เรียกร้องจะนะรักษ์ถิ่นหาทางออกร่วมกัน โดยยึดหลักความเป็นจริง

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564 เวลา 16.23 ที่หน้าสำนักงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา ได้มีตัวแทนจากเครือข่ายจะนะอาสาเพื่อพัฒนาถิ่นเดินทางมายื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยมี นายรุ่งโรจน์ และสุบ ผู้อำนวยการกลุ่มศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือแถลงการณ์ข้อเรียกร้องจากกลุ่มเครือข่ายจะนะอาสาเพื่อพัฒนาถิ่น


ทั้งนี้กลุ่มเครือข่ายจะนะอาสาพัฒนาถิ่น ได้เดินทางมาทวงถามถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับสัญญาที่ทำไว้กับท่านนายกว่า เราจะขับเคลื่อนเมืองต้นแบบก้าวหน้าแห่งอนาคต และจะผลักดันการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับลูกหลานในอำเภอจะนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวจะนะทุกคนคาดหวังไว้ว่าจะเป็นเมืองที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา วันนี้จึงมาทวงสัญญา ว่าเราจะต้องเดินหน้าโครงการ เพื่อผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น แต่หากว่าวันนี้มาทวงสัญญาและยังไม่บรรลุเป้าหมายทุกคนก็พร้อมที่จะเดินหน้าไปทำเนียบรัฐบาลต่อไป เพื่อบอกถึงวัตถุประสงค์ของชาวอำเภอจะนะว่า ได้มีการตกลงฉันทามติ ซึ่งวันนี้ได้ผ่านมาหลายๆ เวทีมาแล้วกว่า 30 เวทีของอำเภอจะนะ และผ่านมติของชาวบ้าน ซึ่งทุกคนใน 3 ตำบลของอำเภอจะนะกว่า 3000 คน ต้องการเมืองต้นแบบแห่งอนาคต เพื่อลูกหล่นมีงานทำ จึงได้มาทวงถามสัญญาว่า สิ่งที่เราได้ทำกันไปจะได้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลุ่มที่คัดค้านหันหน้ามาเจรจาตกลงพูดคุยกัน ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร จึงได้ออกแถลงการณ์ในครั้งนี้

โดยกลุ่มเครือข่ายจะนะอาสาเพื่อพัฒนาถิ่น ระบุในคำแถลงการณ์ถึงข้อเรียกร้องว่า ในนามของแกนนำพื้นที่ทั้ง ๓ ตำบลในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เห็นถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จากการกระทำของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น นั้นคือ การพยายามเรียกร้องให้ยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะทำอย่างยิ่ง เราจึงขอเรียกร้อง ด้วยข้อเสนอ ๕ ประการ ดังนี้
๑. เรียกร้องให้กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น กลับมาพูดคุยกันในพื้นที่ โดยให้ตัวแทนรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย คือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนกลางในการพูดคุย สร้างความเข้าใจและประสานความเห็นต่างของคนในพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ เราเชื่อมั่นว่าจะหาทางออกร่วมกันได้
๒. ขอให้การพัฒนาดำเนินการไปตามระบบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อะไรเป็นหน้าที่ของเอกชน เอกชนก็ดำเนินการไป อะไร เป็นหน้าที่ของรัฐ ก็ทำไป และอะไรเป็นหน้าที่ของประชาชน ก็เดินหน้าต่อไป โดยมีพื้นฐานร่วมกัน คือ ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ
๓. เรียกร้องให้ทุกฝ่าย นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง อย่าบิดเบือนข่าวสารที่ทำให้สังคมใหญ่เข้าใจไปในทางที่ผิดและทำให้กลุ่มพวกเราเป็นจำเลย พวกเรา ไม่ได้รับการจ้างและไม่เคยมีใครซื้อใจเราได้ แต่เพราะโอกาสการพัฒนาที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่และลูกหลานของเรา โดยเฉพาะภาพการพัฒนาที่เราได้เคยไปพบจริงเช่น ที่ระยอง ชลบุรีและประเทศมาเลเซีย สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม ท่าเรือขนาดใหญ่ ประมงพื้นบ้านและต่าง
อยู่ร่วมกันได้ ไม่มีปัญหาตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างมาเพื่อหลอกหลอนว่า 20 ปี ซึ่งเป็นความจริงที่พวกเรารับทราบทำให้ไม่ปฏิเสธการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น
๔. ขอเรียนเชิญทุกกลุ่ม สื่อมวลชน นักการเมือง รัฐบาล ลงมารับฟังความคิดเห็นของพวกเราบ้างลงมาพูดคุยกับพวเราโดยตรง หรือ เชิญพวกเราไปร่วมรายการบ้าง ให้โอกาสพวกเราได้พูดและแสดงออกพวกเราเชื่อว่าพวกเราเป็นกลุ่มพลังสำคัญที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่เพราะเราไม่มีช่องทางการเข้าถึงสื่อมวลชน ทำให้สังคมเห็นว่าพวกเราเป็นเสียงเล็กทั้งที่มีมวลชนสนับสนุนมากกว่า หลายเท่าตัวนัก
๕. ขอให้หยุดใช้เด็ก สตรีและคนชรา เป็นเครื่องมือการทำงานของพวกท่าน คนเหล่านี้ จะมีชีวิตเป็นอย่างไร ภายหลังที่ท่านหยุดใช้พวกเขา เขาจะใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนอื่น 1 ได้หรือไม่ พวกเราต้องการความสมัครสามัคคีของพี่น้องทุกเชื้อชาติ ศาสนา เป็นพี่น้องร่วมกัน และเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาในพื้นที่ที่พวกเรามีส่วนร่วมกันทำมาด้วยความหวังว่าทุกฝ่ายจะรับรู้และเข้าใจ และไม่ตัดสินใจจากข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งที่นำเสนอเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้โอกาสเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม